พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง

ประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษา การอนุรักษ์ และการบริการข้อมูลศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่ และของภาคเหนือตอนบน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นอาคารจตุรมุขทรงไทยประยุกต์สองชั้น  ประดับยอดจั่วด้วยกาแลแบบศิลปพื้นเมือง พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการถาวรภายในอาคาร เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๑๖ 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ได้รับการปรับปปรุงโครงสร้างอาคารโดยต่อเติมอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้เต็มรูปแบบ พร้อมปรับปรุงนิทรรศการถาวรครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ พุทธศักราช ๒๕๕๖-๒๕๖๐ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ได้ดำเนินปรับปรุงนิทรรศการถาวรให้เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เข้าชม เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับประโยชน์สูงสุด

โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ

รอยพระพุทธบาททำจากไม้ประดับมุกและกระจก

              ศิลปะล้านนา สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 20 – 21 บูรณะในสมัยพระเจ้ากาวิละเมื่อพุทธศักราช 2337

               รอยพระพุทธบาทไม้ลงรัก ทาชาด ประดับมุกและกระจก ตกแต่งบริเวณขอบด้านนอกด้วยลงรักปิดทองเป็นลายพันธุ์พฤกษา ตรงกลางทำรูปธรรมจักรประดับด้วยแก้วอังวะ (กระจกจืน) ใต้นิ้วพระบาททำเป็นรูปมงคล 108 ประการ จัดตามตำแหน่งระบบภูมิจักรวาลตามแนวตั้ง ตั้งแต่โสฬสพรหมโลกชั้นสูงสุด ลดหลั่นด้วยพรหมโลกชั้นรองลงมา จนถึงเทวโลกที่ประกอบไปด้วยสวรรค์ 6 ชั้น ได้แก่ ฉกามาพจร ปรนิมมิตวสวดี นิมมานรดี ยามา ดุสิต ดาวดึงส์ และจาตุมหาราชิก ซึ่งแต่ละชั้นจะมีอักษรล้านนาอธิบาย ยกเว้นเมื่อกล่าวถึงพรหมชั้นที่ 16 หรือชั้นสูงสุด โดยใช้คำว่า “อกนิฏฐาพรหม” เขียนด้วยอักษรปาละของอินเดีย  ตอนกลางเขียนภาพแกนจักรวาล คือ เขาพระสุเมรุ ล้อมรอบด้วยสีทันดรสมุทร เทือกเขาทั้ง 7 และมหาทวีปทั้ง 4 มีรูปพระเจ้าจักรพรรดิกับสิ่งของอันเป็นมงคลทั้งหลายประทับอยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุ โดยมีกำแพงจักรวาลล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง จุดเด่นของรอยพระพุทธบาท ได้แก่ รูปจักรรัตนะที่ประดับอยู่กึ่งกลางพระบาท 

แผงพระพิมพ์ล้านนา

             สลักเป็นรูปกรอบซุ้มหน้านางลงรักปิดทอง ฐานสลักรูปลายพันธุ์พฤกษา ขนาดกว้าง 49 เซนติเมตร สูง 92 เซนติเมตร มีจำนวนพระพิมพ์ 28 องค์

             ลักษณะพระพิมพ์พระพุทธรูปแบบภูมิสปรรศมุทรา (พระพุทธรูปปางมารผจญของฝ่ายมหายาน เรียกว่า ภูมิสปรรศมุทรา ฝ่ายเถรวาท เรียกว่า ปางมารวิชัย) ในซุ้มเรือนแก้วเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิราบ บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย มีพนักพิงด้านหลัง พระหัตถ์ซ้ายวางหงายอยู่ที่พระเพลา พระหัตถ์ขวาวางพาดพระชงฆ์ข้างขวาโดยนิ้มพระหัตถ์ชี้ลงเบื้องล่าง พระรัศมีรูปเปลวเพลิง พระวรกายครองจีวรห่มเฉียง เหนือพระเศียรขึ้นไปมีเส้นแฉกคล้ายประภามณฑลอยู่โดยรอบ องค์พระประทับอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว กรอบซุ้มหน้านาง 

 

หีบพระธรรม(ไม้ลงรักปิดทอง ประดับกระจกจืน)

            ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ 24 หีบพระธรรมทรงลุ้งคือมีส่วนบนกว้าง ส่วนล่างสอบลง ลงรักปิดทองทั้งใบเป็นภาพพุทธประวัติ ตั้งอยู่บนฐานปัทม์สี่เหลี่ยมที่ประดับด้วยลูกแก้วอกไก่ ตกแต่งด้วยการปั้นรักสมุกประดับกระจก ฐานหน้ากระดานชั้นล่างสุดตกแต่งด้วยลายประจำยามก้ามปู ซึ่งเป็นลวดลายที่นิยมกันในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย 

            ภาพพุทธประวัติเป็นเรื่องตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ในภาพแสดงรูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงทอดพระเนตรพระนางพิมพาและพระราหุล ซึ่งบรรทมอยู่ในพระราชวัง โดยมีนายฉันนะและม้ากัณฐกะรออยู่ด้านนอก ลักษณะเครื่องทรงและการตกแต่งพระราชวังที่ปรากฏช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์ อันเป็นรูปแบบของส่วนประกอบสถาปัตยกรรมแบบรัตนโกสินทร์ ในขณะที่ทรงผมของนางสนมกำนัลยังคงเกล้าขึ้นเป็นมวยอยู่ด้านบนศีรษะ ตามแบบสตรีล้านนา แสดงให้เห็นการผสมผสานอิทธิพลศิลปะรัตนโกสินทร์กับศิลปะล้านนา

 

พระที่นั่งกง

            พระที่นั่งกงนี้สันนิษฐานว่าเป็นของที่พระเจ้านครเชียงใหม่ได้รับพระราชทานมาตั้งแต่เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในฐานะกษัตริย์ผู้ปกครองหัวเมืองประเทศราช ด้วยปรากฏในกฎมณเฑียรบาลว่า “… ฝ่ายกษัตริย์แต่ได้ถวายดอกไม้ทองเงินทั้งนั้น 20 เมือง คือ เมืองนครหลวง เมืองศรีสัตนาคนหุต เมืองเชียงใหม่ เมืองตองอู เมืองเชียงไกร เมืองเชียงกราน เมืองเชียงแสน เมืองเชียงรุ้ง เมืองเชียงราย เมืองแสนหวี เมืองเขมราช เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองใต้ทอง เมืองโคตรบอง เมืองเรวแกว 16 เมืองนี้ ฝ่ายเหนือ …”

            พระที่นั่งกง เรียกชื่อตามลักษณะของ “กง” หรือวงโค้งจากด้านหลังโอบมาทางด้านหน้าทั้งสองด้าน เป็นที่วางพระกร ตอนปลายของกงทำเป็นรูปเศียรนาค ด้านหลังเป็นพนักพิง ด้านข้างและด้านหลังประดับด้วยกระจังรวนและกระจังปฏิญาณขนาดใหญ่ มีที่วางเตียงลาสำหรับรองรับพระบาท ฐานชั้นล่างของพระที่นั่งกงทำเป็นฐานหน้ากระดานเรียบเกลี้ยง รองรับฐานสิงห์ ถัดขึ้นไปเป็นฐานเชิงบาตรซ้อนกัน 2 ชั้น หน้ากระดานล่างและหน้ากระดานบนแกะสลักลายประจำยามก้ามปูคั่นด้วยลายลูกฟัก ท้องไม้ประดับลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านขด

สมุดกิจกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่


สมุดกิจกรรมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่: 
โครงการการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้เสมือนจริงพิพิธภัณฑ์ไทย 

ได้รับทุนสนับสนุน: กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
ดำเนินโครงการโดย: อาจารย์ ดร.สุชาติ แสนพิช
                                            ผศ.ดร.พัฒนา ศิริกุลพิพัฒน์
                                            ผศ.ดร.พิสิษฐ์ ณัฏประเสริฐ
                                            สำนักเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช


 

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง จังหวัดเชียงใหม่

วัดบวกครกหลวง
ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่
 

          สันนิษฐานอายุว่าประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 24 วาดเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและทศชาติชาดก 6 พระชาติของพระพุทธเจ้า คือ เตมิยชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก มโหสถชาดก วิฑูรชาดกและเวสสันดรชาดก รวมจำนวน 14 ห้องภาพ

            ลักษณะเด่นภาพเขียนมีการใช้สีสันจัดจ้าน ร้อนแรง โดยจำแนกสีได้ 6 กลุ่มคือ สีคราม สีแดงชาด สีทอง สีเหลืองน้ำตาล สีดำ และสีขาว

 

วิหารลายคำ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมืองเชียงใหม่

          ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารลายคำวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เขียนขึ้นในราวสมัยรัชกาลที่ 5 โดยฝีมือของ เจ็กเส็ง เป็นจิตรกรรมที่มีความสวยงาม มีอิทธิพลศิลปะจากกรุงเทพฯ ผสมผสานกับล้านนา

          ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังของวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นภาพเขียนเรื่องสังข์ทองหรือสุวัณณสังขชาดก ซึ่งเป็น 1 ใน 50 เรื่องของปัญญาสชาดกหรือชาดกนอกนิบาต